mombieclub
mombieclub
@mombieclub Other
เราจะเชื่อมโยงคุณพ่อคุณแม่​เพื่อแบ่งปันความรู้​ เรื่องราว​ประสบการณ์ที่น่าสนใจ​ และเป็นกำลังใจให้กันและกัน

Achievements

Expert

หลายจังหวัดในประเทศไทยประสบกับอุทกภัยร้ายแรง ฝนตก น้ำท่วม คุณพ่อคุณแม่หลายๆ บ้านคงมีความกังวลใจว่าจะดูแลลูกน้อยอย่างไรดี? ให้ปลอดภัยจากโรค เพราะเด็กวัยเรียนก็ยังต้องเดินทางไปโรงเรียน ดังนั้นเรามาเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับสิ่งเหล่านี้ และสอนให้ลูกน้อยดูแลตัวเองให้ปลอดโรคกันดีกว่าค่ะ

โรคที่พบได้บ่อย และวิธีป้องกันลูกน้อยให้ปลอดโรคจากน้ำท่วม

1. โรคน้ำกัดเท้าจากเชื้อรา
เกิดจากการย่ำน้ำ หรือแช่น้ำที่มีเชื้อโรคหรือเท้าอับชื้นอยู่เป็นเวลานาน

อาการ : เริ่มด้วยตุ่มใสบริเวณง่ามเท้า คันตามซอกนิ้วเท้า ผิวหนังลอกเป็นขุย มีอาการคันมากจนแตกเป็นแผล

ป้องกัน : ล้างเท้าให้สะอาด เช็ดให้แห้ง รักษาได้โดยใช้ยาทารักษาเชื้อรา แต่ถ้ามีอาการรุนแรงและเรื้อรัง ทายาไม่ได้ผล อาจต้องไปปรึกษาแพทย์

2. โรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร หรือโรคอุจจาระร่วง
เกิดจากเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายจากการรับประทานอาหาร หรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค เช่น อาหารปรุงสุกๆ ดิบๆ อาหารที่มีแมลงวันตอม อาหารค้างคืนหรือเน่าบูด ติดต่อจากการสัมผัสอุจจาระ หรืออาเจียนของผู้ป่วยซึ่งแพร่กระจายอยู่ในอาหารและน้ำดื่ม โดยมีแมลงวันเป็นพาหะนำโรค

อาการ : มีไข้ ปวดท้อง ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำวันละหลายครั้ง ถ่ายอุจจาระมีมูก หรือเลือดปน คลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งในเด็กจะพบว่ามีอาการรุนแรง และเสี่ยงต่อการมีภาวะขาดน้ำ

ป้องกัน : ดื่มและใช้น้ำที่สะอาด ควรระวังอย่าให้น้ำที่ท่วมขังอยู่เข้าปาก และไม่ควรนำเหล่านั้นมาล้างภาชนะ ถ้วยชาม หรือผักผลไม้ อีกทั้งยังต้องล้างมือทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร และหลังจากเข้าห้องน้ำ ไม่ถ่ายลงในน้ำ เก็บภาชนะที่ใส่อาหารให้มิดชิด ไม่ให้มีแมลงวันตอม

3. โรคตาแดง
ส่วนใหญ่เกิดได้ทั้งจากเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อไวรัส มักจะติดต่อด้วยการสัมผัสจากมือ ผ้าเช็ดหน้าหรือผ้าเช็ดตัว

อาการ : หลังได้รับเชื้อประมาณ 1 – 2 วัน จะมีอาการระคายเคือง ปวดตา น้ำตาไหล กลัวแสง มีขี้ตามาก หนังตาบวม เยื่อบุตาขาวอักเสบแดง

ป้องกัน : ล้างมือให้สะอาดบ่อยๆ เมื่อน้ำสกปรกเข้าตาลูก คุณพ่อคุณแม่ควรรีบล้างตาด้วยน้ำสะอาด และถ้าลูกมีอาการปวดตา หรือมองแสงไม่ได้ควรรีบพาไปปรึกษาแพทย์

4. โรคฉี่หนู หรือโรคเลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis)
ส่วนมากพบในผู้ใหญ่ แต่ก็สามารถเกิดในเด็กได้ด้วยนะคะ โดยเฉพาะในช่วงน้ำท่วม โรคนี้เป็นโรคที่ติดต่อมาจากสัตว์ เชื้อโรคจะอยู่ในปัสสาวะของสัตว์ เช่น หนู โค กระบือ ตลอดไปจนถึงสัตว์เลี้ยงในบ้านอย่างสุนัขหรือแมว คนจะสามารถรับเชื้อเข้าไปทางบาดแผล หรือผิวหนังที่แช่น้ำเป็นเวลานานๆ รวมถึงเยื่อเมือกอย่างตาและปากอีกด้วย

อาการ : มีไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อ และศีรษะมาก บางคนจะมีอาการตาแดง เจ็บคอ เบื่ออาหาร ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะน้อย ซึม และท้องเดินร่วมด้วย จำเป็นต้องรีบพบแพทย์ เนื่องจากทำให้มีเยื่อหุ้มสมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และเสียชีวิตได้

ป้องกัน : ถ้ามีแผลในบริเวณที่สัมผัสกับน้ำได้ง่าย ควรหลีกเลี่ยงการเดินหรือเล่นน้ำในบริเวณที่มีน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน ถ้าเป็นไปได้ควรใส่รองเท้าบูททุกครั้งเมื่อเดินลุยน้ำ

5. โรคหัด
พบบ่อยในเด็กเล็ก เกิดจากเชื้อไวรัส มักพบในช่วงฤดูฝน เป็นโรคที่อาจมีโรคแทรกซ้อนทําให้เสียชีวิตได้ ติดต่อกันได้ง่ายมากโดยการไอ จาม หรือพูดกันในระยะใกล้ชิด ระยะติดต่อ 2-4 วันก่อนเกิดผื่น และหลังเกิดผื่นแล้ว 2-5 วัน เชื้อกระจายอยู่ในละอองเสมหะ น้ํามูก น้ําลายของผู้ป่วย และเข้าสู่ร่างกาย ทางการหายใจ

อาการ : • หลังได้รับเชื้อประมาณ 8-12 วัน จะเริ่มมีอาการไข้น้ํามูกไหล ไอ ตาแดง
ตาแฉะ พบจุดขาวๆ เล็กๆ ขอบแดง ในกระพุ้งแก้ม ช่วง 1-2 วันแรกไข้จะสูงขึ้น และจะสูงเต็มที่ในวันที่ 4 เมื่อ มีผื่นขึ้น ผื่นมีลักษณะนูนแดง ติดกันเป็นปื้นๆ โดยจะขึ้นที่ใบหน้า บริเวณชิดขอบผม แล้วแพร่กระจายไปตามลําตัว แขน และขา

ป้องกัน : ให้รักษาตามอาการ ถ้าไข้สูงมากควรให้ยาลดไข้เป็นครั้งคราว ร่วมกับการเช็ดตัว ไม่จําเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะ ยกเว้นกรณีที่มีโรคแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ หูอักเสบ เป็นต้น แยกผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นหัด รับประทานอาหารอ่อนที่มีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน ถ้ามีผื่นออกแล้วยังมีไข้สูง หรือมีไข้ลดลงสลับกับไข้สูง ไอมาก หรือหอบ ต้องรีบพาไปพบแพทย์ทันที

ป้องกันลูกน้อยให้ปลอดภัยจากน้ำท่วม

1. ระวังไฟดูด
ปัญหาลูกถูกไฟดูดเป็นปัญหาหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงน้ำท่วม คุณพ่อคุณแม่จึงควร

・สอนให้เด็กรู้ถึงอันตรายของไฟฟ้า
・ควรใช้ที่ครอบปลั๊กไฟเพื่อป้องกันเด็กใช้นิ้วมือแหย่
・ควรวางเครื่องใช้ไฟฟ้าให้พ้นมือเด็ก
・หากน้ำท่วมเข้ามาในบ้าน ควรตัดไฟทันที
・ไม่แตะเครื่องใช้ไฟฟ้าขณะตัวเปียก หรือยืนบนพื้นเปียก

2. สวมเสื้อชูชีพทุกครั้งก่อนลุยน้ำ
ไม่ควรปล่อยให้ลูกลงเล่นน้ำ หรืออยู่ในบริเวณที่พลัดตกน้ำได้ หากต้องลุยน้ำ หรือโดยสารทางเรือ ต้องใส่เสื้อชูชีพให้เด็กทุกครั้งไม่ว่าน้ำจะลึกหรือตื้น และเลือกขนาดเสื้อให้เหมาะกับสำหรับตัวเด็ก

3. ระวังสัตว์อันตราย
เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่น่ากลัว และต้องระวัง เพราะสัตว์อันตรายเหล่านี้อาจหลุดรอดมากับน้ำท่วมได้ด้วย เช่น ตะขาบ งู แมงป่อง หนู ปลิง พยาธิ จระเข้

การป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุทางน้ำ และการป้องกันโรคเหล่านี้เป็นเรื่องที่ง่ายกว่าการแก้ไข หรือรักษานะคะ เพราะฉะนั้น อย่าลืมใส่ใจความปลอดภัย และสุขภาพอนามัยของลูกน้อยในช่วงน้ำท่วมด้วยนะคะแม่ๆ
0

Mombie ไม่ใช่ Money
ส่งต่อ ไม่ใช่ ส่งๆไป
หาพี่เลี้ยง ไม่ใช่ ให้พี่เลี้ยง
รัก ไม่ใช่ ดวงดาวที่พราวแสง
แต่มัมบี้ รักและเป็นห่วงคุณแม่ทุกคนนะ
0
Do you know a trick, share it!

How to สอนลูกให้เริ่มแต่งตัวด้วยตัวเองอย่างไรดี

เมื่อเด็กๆเริ่มโตขึ้น คุณพ่อคุณแม่ควรเริ่มที่จะฝึกเขาให้ช่วยเหลือตนเองได้ โดยเฉพาะการใช้ชีวิตประจำวันที่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเมื่อถึงวัยที่ลูกต้องเข้าโรงเรียนนั้นคุณพ่อคุณแม่จะไม่สามารถดูแลเขาได้ตลอดเวลา แต่ก่อนที่จะเข้าเรื่องเทคนิคการฝึกลูก เราไปดูพัฒนาการของเด็กๆในแต่ละช่วงวัยกันก่อนดีกว่าค่ะ

ทักษะการแต่งกายของเด็กแต่ละวัย
ก่อนการฝึกลูก คุณพ่อคุณแม่จะต้องเข้าใจพัฒนาการและความพร้อมของลูกในแต่ละช่วงวัยกันก่อนเพื่อให้สามารถฝึกลูกได้ตามช่วงอายุที่เหมาะสมค่ะ

เด็กวัย 2 ปี
- สามารถถอดเสื้อตัวนอก หรือเสื้อคลุมได้ด้วยตัวเอง
- ถอดรองเท้าที่มีเชือก หรือแถบติดออกเองได้
- สามารถเอาแขนและขาสอดเข้าช่องเสื้อและกางเกงได้
- สามารถดึงกางเกงขึ้นได้เอง หรือดึงเสื้อลงมาสวมหัวและแขนได้

เด็กวัย 2 ปี ครึ่ง
- สามารถสวมกางเกงขาสั้นและขายาวแบบเอวยืดได้แล้ว
- สามารถฝึกใส่ถุงเท้าได้เอง
- ใส่เสื้อแบบไม่มีกระดุมได้
- ปลดกระดุมที่เป็นเม็ดใหญ่ได้

เด็กวัย 3 ปี
- สามารถสวมเสื้อยืดเองได้ แต่อาจมีช่วยเหลืออยู่บ้าง
- ใส่รองเท้าแตะได้ แต่อาจมีสลับข้าง
- ถอดกางเกงออกได้ด้วยตัวเอง
- รูดซิปได้ด้วยตัวเอง แต่ยังต่อซิปเองไม่ได้
- ถอดเสื้อยืดโดยไม่ต้องมีคนช่วยได้

เด็กวัย 4 ปี
- สามารถต่อซิปเองได้ และรูดขึ้นได้แล้ว
- เริ่มใส่เข็มขัดเองได้ แต่ร้อยไม่ครบหู
- สามารถใส่รองเท้าได้หลายรูปแบบมากขึ้น แต่อาจจะต้องช่วยเหลือเล็กน้อย
- เริ่มเรียนรู้และจำได้มากขึ้นว่าตรงไหนคือด้านหน้าและด้านหลัง

เด็กวัย 4 ปี ครึ่ง
- สามารถสอดขาและสวมกางเกงขายาวได้ด้วยตัวเอง
- ร้อยเข็มขัดได้ครบหูมากขึ้น

เด็กวัย 5 ปี
- สามารถแต่งตัวได้เองในหลากรูปแบบมากขึ้น เช่น เสื่อยืด เสื้อรูดซิป กางเกงขายาว

เทคนิคการฝึกลูกวัยอนุบาลให้แต่งตัวด้วยตัวเอง
1. ฝึกลูกตามพัฒนาการของแต่ละช่วงวัย
การเข้าใจพัฒนาการของลูกในแต่ละช่วงวัยและเริ่มฝึกให้เหมาะสมจะเป็นผลดีกับลูกมากกว่าค่ะ ถ้าฝึกในสิ่งที่เกินกว่าลูกจะเข้าใจ และยังทำไม่ได้จะทำให้ทั้งลูกเครียดและกดดัน และจะทำให้ลูกไม่อยากเรียนรู้ทักษะการช่วยเหลือตัวเอง

2. สอนลูกด้านหน้าและด้านหลัง
ให้คุณแม่สอนลูกสังเกตว่า ด้านไหนเป็นด้านหน้า และด้านหลังของเสื้อผ้า แต่อย่าคาดหวังว่าลูกจะสามารถแยกแยะได้ในทันที เพราะการเริ่มฝึกทักษะบางอย่างนั้นต้องใช้เวลาค่ะ

3. ใช้กางเกงเอวยืด
กางเกงเอวยืดขาสั้นนั้นสวมใส่ได้ง่ายกว่ากางเกงขายาว จึงเหมาะที่จะใช้ฝึกลูกแต่งตัวค่ะ

4. นั่งลงเมื่อต้องแต่งตัว
การฝึกลูกให้นั่งใส่เสื้อผ้าจะง่ายกว่าและไม่ต้องกลัวว่าเขาจะเซล้มด้วยค่ะ โดยเฉพาะการใส่กางเกง

5. สอนลูกให้ปลดและติดกระดุมเอง
ส่วนมากเด็กๆจะสามารถปลดกระดุมได้ก่อนการติดกระดุม เพราะการติดกระดุมต้องอาศัยดูที่รังดุมว่า รังดุมเป็นแนวตั้ง การฝึกในช่วงแรกให้คุณพ่อคุณแม่สอนลูกจากการใช้กระดุมเม็ดใหญ่ก่อน เมื่อลูกสามารถทำได้คล่องแล้ว ค่อยขยับลงมาเป็นกระดุมที่มีขนาดเล็กลง

6. ให้ลูกเลือกเสื้อผ้าเอง
การให้ลูกได้เลือกเสื้อผ้าใส่เองเป็นการกระตุ้นให้ลูกรู้สึกตื่นเต้นและอยากใส่เสื้อผ้าชุดนั้นๆ อีกทั้งการให้ลูกได้เลือกเสื้อผ้าเองนั้นยังเป็นการฝึกลูกเรื่องการตัดสินใจได้อีกด้วยค่ะ
7. เลือกรองเท้าที่ใส่ง่าย ถอดง่าย
รองเท้าเด็กส่วนใหญ่ หากเป็นรองเท้าผ้าใบนั้นจะมีลักษณะเป็นยางยืด หรือแถบตีนตุ๊กแก ซึ่งง่ายต่อการถอดและสวมใส่ ที่ควรจะสอนก็คือ เทคนิคการสวมใส่รองเท้าผ้าใบค่ะ เช่น เมื่อสวมเท้าเข้าไปได้ครึ่งหนึ่งแล้วให้ดันเท้าเข้าไปพร้อมกับดึงส้นรองเท้า หรือจะใช้อุปกรณ์ในการช่วยใส่ก็ได้

การฝึกลูกให้แต่งตัวด้วยตนเองในช่วงแรกนั้น เริ่มแรกอาจจะมีอาการหงุดหงิดเพราะเขายังไม่สามารถทำได้ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรตำหนิเขาเมื่อเขาทำไม่ได้ แต่ควรพูดให้กำลังใจเขาแทน เป็นเรื่องธรรมดาที่เมื่อเริ่มทำอะไรเป็นครั้งแรกจะยังไม่สามารถทำได้ในทันที คุณพ่อคุณแม่ควรสอนเขาด้วยความใจเย็นและพูดชมลูกเมื่อลูกทำได้
0

เพราะลูกน้อยวัย 3 ขวบเป็นวัยกำลังเรียนรู้ พูดตาม ทำตาม เหล่าคุณพ่อคุณแม่ทั้งหลาย ควรคอยสังเกตลูกน้อยถึงการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ทั้งร่างกาย ทั้งคำพูด รวมถึงท่าทางต่างๆ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่คอยเสริมพัฒนาการ และคอยดูแลความปลอดภัยของลูกน้อยของท่าน

เรามาเช็คลิสต์พัฒนาการของลูกน้อยวัย 3 ขวบ กันดีกว่าค่ะ

1. พัฒนาการด้านร่างกาย

ในวัยนี้กล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่ของเด็กจะมีพัฒนาการมากขึ้น
เด็กสามารถยืนด้วยขาข้างเดียวโดยไม่เกาะได้นาน 3-5 วินาที โดยประมาณ
สามารถวาดเส้นเป็นวงกลม รับลูกบอลที่โยนให้ และสามารถกระโดดขาเดียว

วิธีเสริมสร้างพัฒนาการด้านร่างกาย

ปล่อยให้ลูกเล่นอย่างอิสระ เล่นเครื่อง เล่นในสนามกับเด็กคนอื่นๆ เล่นปีนป่าย กระโดด ขึ้นบันได หรือขี่จักรยาน 3 ล้อ เพื่อให้กล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่ได้มีพัฒนาการที่ดี และคุณพ่อคุณแม่ต้องคอยดูแลความปลอดภัยไม่ให้ลูกน้อยเกิดอุบัติเหตุ

2. พัฒนาการด้านการสื่อสาร

ในวัยอนุบาล เด็กจะมีความเข้าใจในการใช้ภาษาและสามารถสื่อสารรู้เรื่องมากขึ้น
เด็กจะเริ่มพูดเป็นประโยคง่ายๆ ได้ 2-3 ประโยค
สามารถทำตามคำสั่งต่อเนื่องกับ 2 วัตถุ เช่น “เก็บตุ๊กตาแล้วหยิบลูกบอลไว้ในตะกร้า” ได้
สามารถจำชื่อของเพื่อนๆ และสามารถบอกชื่อและอายุของตัวเองได้

วิธีเสริมสร้างพัฒนาการด้านการสื่อสาร

คุณพ่อคุณแม่หมั่นเล่านิทาน หรือร้องเพลงให้กับลูกน้อย เพื่อส่งเสริมให้ลูกกล้าพูด กล้าเล่าเรื่อง กล้าร้องเพลง และได้แสดงท่าทางต่างๆ เพื่อพัฒนาทักษะการใช้ภาษาและการสื่อสาร

3. พัฒนาการด้านความคิด

สามารถเล่นและเรียนรู้ในรูปแบบที่ซับซ้อนเป็นระบบมากขึ้น มีจินตนาการที่สูง
สามารถเปิดหนังสือทีละแผ่น ต่อก้อนไม้สูง 8 ชั้น รู้จักจำนวน 1-3 ชิ้น เริ่มนับเลขได้ และเริ่มหัดขีดเขียนตัวอักษรได้

วิธีเสริมสร้างพัฒนาการด้านความคิด

ชวนลูกฝึกสมองด้วยการชวนเขาทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ฝึกขีดเขียน ระบายสี นับเลข เล่นบทบาทสมมุติ ให้พวกเขาได้เล่นของเล่นที่มีสี ขนาด รูปทรง หรือพื้นผิวที่แตกต่างกัน และคอยสังเกตว่าลูกน้อยของคุณชื่นชอบทางด้านไหน เพื่อสนับสนุนลูกต่อไปในอนาคต


4. พัฒนาการด้านอารมณ์

พวกเขาแสดงอารมณ์และสื่อสารความรู้สึกของเขาได้อย่างซื่อตรงและชัดเจน เขาสามารถปฏิเสธด้วยคำว่า ไม่ และแสดงอาการต่อต้านเมื่อถูกบังคับเล็กน้อย แต่อย่าพึ่งกังวลใจ เพราะเราสามารถสอนให้ลูกน้อยรู้จักคำว่าอดทน และรอคอยได้
อีกอย่างที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้คือ เด็กในวัยนี้จะยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ยังไม่เข้าใจเหตุผลต่างๆ ได้อย่างลึกซึ้ง ให้พยายามทำความเข้าใจ และคอยสอนอย่างใจเย็น

วิธีเสริมสร้างพัฒนาการด้านอารมณ์

ไม่ควรบังคับหรือตามใจลูกจนเกินไป การสนใจความรู้สึกของลูกคือเรื่องสำคัญ คุณพ่อคุณแม่ควรเลี้ยงลูกด้วยความเข้มงวดอย่างพอดี ไม่บังคับฝืนใจให้เขาทำในสิ่งที่ไม่ชอบ แต่ก็ไม่ตามใจ และคอยตักเตือนเมื่อลูกทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
0

กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดลงทะเบียน “เงินอุดหนุนบุตร 600 บาท” ผ่านแอป "เงินเด็ก" เริ่มวันที่ 16 กันยายน 2565 เพิ่มความสะดวก รวดเร็วในการเข้าถึงสิทธิ์และการบริการของรัฐ

โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด เป็นนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นให้เด็กแรกเกิดได้รับการเลี้ยงดูที่มีคุณภาพและมีพัฒนาการเหมาะสมตามวัย เพื่อเติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพในอนาคต รัฐบาลจะให้เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด จนถึงอายุ 6 ปี อยู่ในครอบครัวที่มีรายได้น้อยกว่า 100,000 บาท ต่อคน/ปี ในอัตรา 600 บาท ต่อคน/เดือน เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายเป็นรายเดือน นับเป็นสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่รัฐบาลส่งผ่านบิดา มารดา หรือผู้ปกครองไปยังเด็กแรกเกิด

เช็ค "เงินอุดหนุนบุตร" เข้าวันไหน? เข้าที่ไหน?

เงินอุดหนุนบุตรทางภาครัฐ จะจ่ายให้ทุกวันที่ 10 ของทุกเดือน ซึ่งหากวันที่ 10 ของเดือนนั้นตรงกับวันหยุด รัฐจะเลื่อนเวลาการจ่ายเงิน สามารถกดเป็นเงินสดมาใช้ได้เลยจากธนาคารกรุงไทย

เกณฑ์การได้รับ "เงินอุดหนุนบุตร 600 บาท"

1. เด็กต้องมีสัญชาติไทย พ่อแม่ต้องเด็กมีสัญชาติไทย
2. เด็กไม่อยู่ในสถานสงเคราะห์ของหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน
3. เด็กอยู่ในครอบครัวที่มีรายได้เฉลี่ยต่อคน ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี

ผู้ปกครองที่มีสิทธิในการลงทะเบียน "เงินอุดหนุนบุตร"

1. มีสัญชาติไทย
2. เป็นบุคคลที่รับเด็กแรกเกิดไว้ในความอุปการะ
3. เด็กแรกเกิดต้องอาศัยรวมอยู่ด้วย
4. อยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้น้อย สมาชิกครัวเรือนมีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 100,000 บาท ต่อคน/ปี
5. มารดาอยู่ระหว่างการตั้งครรภ์ยังไม่ต้องมายื่นคําร้องขอลงทะเบียนรับสิทธิเงินอุดหนุนเด็ก

วิธีลงทะเบียน "เงินอุดหนุนบุตร 600 บาท" สามารถลงทะเบียนได้ 2 วิธี

1. แอปพลิเคชัน "เงินเด็ก" สามารถลงทะเบียนได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยผู้ปกครองที่จะลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันเงินเด็กจะต้องยืนยันตัวตนผ่าน D.DOPA ของกรมการปกครอง ได้ ณ สถานที่
・กรุงเทพมหานคร : ลงทะเบียนที่สํานักงานเขต
・เมืองพัทยา : ลงทะเบียนที่ศาลาว่าการเมืองพัทยา
・ส่วนภูมิภาค : ที่ว่าการอำเภอ

2. ลงทะเบียนได้ในเทศบาล/ตำบล/เขต ที่เด็กแรกเกิด และผู้ปกครองอาศัยอยู่จริง
・กรุงเทพมหานคร : ลงทะเบียนที่สํานักงานเขต
・เมืองพัทยา : ลงทะเบียนที่ศาลาว่าการเมืองพัทยา
・ส่วนภูมิภาค : ลงทะเบียนที่องค์การบริหารส่วนตําบล หรือเทศบาล

การลงทะเบียน "เงินอุดหนุนบุตร" ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง?

1. แบบคำร้องขอลงทะเบียน (ดร.01)

2. แบบรับรองสถานะของครัวเรือน (ดร.02)

3. สูติบัตรเด็กแรกเกิด

4. บัตรประจำตัวประชาชนแบบ Smart Card ของผู้ปกครอง

5. กรณีที่ผู้ยื่นคําร้องขอลงทะเบียนและสมาชิกในครัวเรือนของผู้ยื่นคําร้องขอลงทะเบียน เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือพนักงานบริษัท ต้องมีเอกสาร ใบรับรองเงินเดือน หรือหนังสือรับรองรายได้ของทุกคนที่มีรายได้ประจํา (สลิปเงินเดือน หรือเอกสารหลักฐานที่นายจ้างลงนาม)

6. สําเนาเอกสาร หรือบัตรข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ บัตรแสดงสถานะหรือตําแหน่ง หรือเอกสารอื่นใดที่แสดงตนของผู้รับรองคนที่ 1 และผู้รับรองคนที่ 2

7. สมุดบัญชีเงินฝากของผู้ปกครอง (บัญชีออมทรัพย์ธนาคารกรุงไทย บัญชีเงินฝากเผื่อเรียกธนาคารออมสิน หรือบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น)

8. สมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก เฉพาะหน้าที่ 1 ที่มีชื่อของหญิงตั้งครรภ์ (ในกรณีที่สมุดสูญหายให้ใช้เฉพาะสําเนาหน้าที่ 1 พร้อมให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขบันทึกข้อมูลและรับรองสําเนา)

แนะนำให้ผู้ที่ได้รับสิทธิ หมั่นตรวจสอบข้อมูลในระบบตรวจสอบสิทธิอยู่เป็นประจำ หากมีการเปลี่ยนแปลง ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ให้แก้ไขข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน และหมั่นตรวจสอบบัญชีธนาคารที่ใช้รับเงินอุดหนุนว่า ยังสามารถใช้งานได้ปกติหรือไม่

*สามารถตรวจสอบ "สิทธิเงินอุดหนุนบุตร เช็คเงินอุดหนุนบุตร" ล่าสุด ได้ที่
https://csgcheck.dcy.go.th/public/eq/popSubsidy.do

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อผ่านช่องทาง

・สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดทุกจังหวัด
・ศูนย์ช่วยเหลือสังคมกระทรวง พม. โทร. 1300 ตลอด 24 ชั่วโมง
・กรมกิจการเด็กและเยาวชน โทร. 02-6516902, 02-6516920, 082-0379767, 083-4313533, 065-7313199 หรือ 082-0917245 (ในวันเวลาราชการ จันทร์ - ศุกร์ เวลา 08.30 - 17.00 น.)
4